ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องของหน้าปัดนาฬิกา และ grain dial  (อ่าน 207 ครั้ง)

wat

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
เรื่องของหน้าปัดนาฬิกา และ grain dial
« เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2018, 02:42:03 pm »
หน้าปัดนาฬิกาที่ทำจากโลหะ ความเงาจากการสะท้อนแสงจะทำให้อ่านค่ายาก จึงต้องตกแต่งหน้าปัดนาฬิกาเพื่อให้อ่านค่าง่าย (good readability) และยังทำเพื่อความสวยงามด้วย เทคนิคที่นิยมใช้มีสามแนวหลัก คือ ขัดเงา+เคลือบผิว , แกะลาย guilloche , ทำผิวหยาบ grain dial ทั้งสามเทคนิคนี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ยุคนาฬิกาพก ซึ่งสมัยนั้นเครื่องมือและเทคโนโลยีแตกต่างจากปัจจุบันราวฟ้ากับเหว

1. ขัดเงาก่อนเคลือบ เป็นวิธีที่ไม่ยาก แต่จะทำให้สวยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เทคนิคคือ ขัดแผ่นโลหะทำหน้าปัดให้เป็นเงา แล้วเคลือบแลกเกอร์ จะเป็นชนิดใสหรือสีสันต่างๆก็ได้ ลายที่ขัดมีทั้งลายเรียบธรรมดา หรือลาย sunray หากทำพลาดก็ลบทิ้งขัดใหม่ได้ ความยากและความสวยของหน้าปัดแบบนี้ จะอยู่ที่ขั้นตอนเคลือบน้ำยาแลกเกอร์ให้ได้สีสันหรือเกิดมิติที่ถูกใจคนซื้อ เช่น เปลี่ยนสีได้ตามมุมมอง (visual effect)

2. Guilloche dial เป็นการแกะสลักพื้นผิวให้เป็นลายpatternซ้ำๆด้วยเครื่องมือพิเศษ ต้องใช้ทักษะชั้นสูงในการควบคุมหัวแกะให้เกิดเป็นลาย จัดเป็นงานฝีมือชั้นสูง ประโยชน์ของลายละเอียดพวกนี้คือ ลดการสะท้อน ทำให้เกิดแสงนวลตาและอ่านค่าง่าย ความที่ทำยาก ต้นทุนสูง จึงพบเฉพาะในแบรนด์ระดับสูง เช่น Breguet VC AP Patek แบรนด์รองลงมาที่อยู่ในกลุ่ม affordable luxury ก็มีหน้าปัดเลียนแบบ guilloche แต่ใช้การปั้มลาย มองด้วยตาเปล่าก็แยกได้ เพราะลายจะตื้น เส้นไม่ลึก ไม่คมชัด เช่น frederique constant

3. Grain dial เป็นเทคนิคที่ยากที่สุดในยุคร้อยกว่าปีก่อน ปัจจุบันดูเหมือนจะง่ายขึ้น เพราะใช้วิธีพ่นทราย เครื่องจักรจะพ่นลูกกระสุนโลหะขนาดเล็กจิ๋วด้วยแรงดัน 100-150 psi ไปยังแผ่นโลหะหรือทองที่ใช้ทำหน้าปัด ทำให้เกิดผิวขรุขระแบบ random แต่ยังต้องอาศัยความชำนาญของช่างในการควบคุมพื้นผิวให้มีความหยาบสม่ำเสมอกันทั้งแผ่น เกิดพลาดตรงไหนจะแก้ไขไม่ได้ ต้องหลอมทิ้ง ทำใหม่ แต่ถ้าเป็นในยุคที่เก่ากว่า50ปีลงไป จะใช้แปรงโลหะคล้ายแปรงสีฟันที่มีขนแปรงโลหะแข็งปลายมนเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 มม.กดอัดลงบนผิวหน้าปัดให้เกิดรอยขรุขระแบบrandom วิธีนี้จะได้ลายหยาบ ดูมีมิติมากที่สุด แต่ก็ทำยากที่สุดเช่นกัน เทคนิคนี้เสื่อมความนิยมไปนานนับร้อยปี จนกระทั่งปี 2005 Breguet รื้อฟื้นมาทำใหม่ในรุ่น La Tradition (แต่ใน catalogue เขียนว่าเป็น sand blasting เพื่อให้เข้าใจง่าย) ปัจจุบันมีแบรนด์อินดี้อื่นๆนำไปใช้ เพื่อแสดงพลังฝีมือช่างชั้นสูง เช่น MB&F , Grubel Forsey สำหรับหน้าเกรนขอ อูแบง ฌูเกนเซน (Urban Jurgensen) เขาระบุว่าใช้เทคนิคโบราณอีกแบบหนึ่ง คือ ใช้ผงขัดชนิดหยาบที่เป็นส่วนผสมพิเศษของเม็ดโลหะและเม็ดเกลือ ใช้มือขัดผิวหน้าปัดให้เป็นเกรน งานที่ได้จึงมีเกรนที่ขรุขระกว่าวิธีพ่นทราย แต่น้อยกว่าวิธีกดด้วยแปรงโลหะ วิธีการแบบนี้ ทำให้แต่ละชิ้นมีลายเฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน เรียกได้ว่าเป็น unique piece ก็ว่าได้


wat

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
1. JLC Reverso Tribute Small Seconds
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2018, 02:43:35 pm »
รุ่นล่าสุดของปีนี้ หน้าปัดใช้เทคนิคขัดเงาเป็นลาย sunray แล้วเคลือบด้วยแลคเกอร์สีน้ำเงินเข้มและแลคเกอร์ใสหลายชั้น เพื่อให้มีความโปร่งแสง ดูมีมิติ แต่ยังเห็นลาย sunray

wat

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
2. Reverso Ultrathin 1931 Rough
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2018, 02:44:31 pm »
หน้าปัดขัดเรียบ แล้วเคลือบด้วยแลคเกอร์สีแดงโปร่งแสงหลายชั้น ทำให้สีแดงเปลี่ยนโทนสีได้ตามสภาพแสง

wat

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
3. MB&F รุ่น LM 101 Frost
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2018, 02:47:22 pm »
หน้าปัดเป็นเกรนที่ทำจากโลหะแข็งปลายมน กดให้เป็นรอยแบบ handmade ล้วนๆ เป็นรุ่นที่ grain หยาบที่สุด มีมิติโดดเด่นที่สุด