ผู้เขียน หัวข้อ: ความคิด..? อิทธิพลของความคิด  (อ่าน 530 ครั้ง)

teacher

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 38
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ความคิด..? อิทธิพลของความคิด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:38:18 pm »
ความคิด..?  อิทธิพลของความคิด  พลังอำนาจของความคิด

      คนที่มีชีวิตย่อมมีความคิดตลอดเวลา แม้ยามหลับหลายคนยังฝันเป็นเรื่องราวได้นำมาเล่าตอนเช้าๆ บางคนนำมาตีเป็นหวย ความคิดนึกตามเรื่องราวหรือในอารมณ์ต่าง ๆ มีประจำอยู่ในตัวของทุกคน เพราะคนเรามีส่วนประกอบ ๒ อย่าง ส่วนจิตใจ และส่วนร่างกาย ส่วนที่เป็นจิตใจนั้น เป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะมีอำนาจบังคับส่วนร่างกายให้ทำและให้พูด เมื่อใจคิดดี ก็จะทำให้กายและวาจาทำดีพูดดีด้วย แต่ถ้าใจคิดไม่ดี ก็จะทำให้กายและวาจาทำชั่วและพูดชั่วด้วย ดังนั้นคนดีจึงควรควบคุมและฝึกจิตของตนให้เป็นไปในทางดี ไม่ปล่อยให้จิตนึกไปในทางชั่ว บุคคลผู้ที่ฝึกฝนอบรมจิตใจของตนไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นคนทำดีพูดดี มีความเจริญก้าวหน้า

      อนึ่ง จิตใจของมนุษย์นั้น ย่อมนึกคิดในอารมณ์ต่าง ๆ หากเป็นอารมณ์ดี ก็ทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส แต่ถ้าคิดนึกอารมณ์ที่ไม่ดี ก็ทำให้จิตหม่นหมองไม่สดชื่น ดังนั้นบุคคลที่คิดแต่อารมณ์ที่ดี ไม่คิดถึงอารมณ์ที่ร้าย  ?จิตจะไม่ซึมเซาเศร้าโศกที่ว่า  ?จิตไม่ซึมเซาเศร้าโศก?  คือมีใจที่ไม่เหี่ยวแห้ง  มีความสดชื่นแจ่มใส แต่จิตที่เศร้าโศก จิตจะเหี่ยวแห้ง เพราะคนเราเมื่อเกิดความทุกข์โศกขึ้น  จิตใจที่เคยมีความสุขสดชื่น ก็จะกลายสภาพเป็นเหี่ยวแห้งซึมเศร้าตรอมตรมทันที เปรียบเหมือนต้นไม้เฉาตาย  ต้นไม้ที่มีใบเขียวสดชื่นอยู่นั้น พอถูกกระทบด้วยสิ่งต่าง ๆ เช่นเกิดโรคที่ลำต้น หรือถูกศัตรูพืชมาทำลาย หรือขาดน้ำหล่อเลี้ยง ต้นไม้นั้นก็จะตายไปในที่สุด จิตใจของคนเราก็เช่นเดียวกัน ขณะที่มีความสดชื่นแจ่มใสอยู่นั้น พอถูกเหตุของความโศกเข้ามากระทบ เช่นเสียญาติ เสียทรัพย์เข้ามากระทบ หรือถูกเหตุของความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ถูกจองจำเข้ามากระทบ จิตใจจะกลายสภาพเป็นความโศก คือเหี่ยวแห้งไม่สดชื่น มีความทุกข์ เสียใจ ร้องไห้คร่ำครวญ

      จิตที่มีความสุขสร้างความเจริญทางด้านส่วนตัวทางด้านส่วนรวม   คนที่มีจิตใจไม่เศร้าโศก ย่อมเป็นคนไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสุขสดชื่นแจ่มใส เมื่อมีจิตสดชื่นเช่นนี้ ย่อมประกอบการงานมีความเจริญก้าวหน้า  ผู้ที่ทำงานประกอบอาชีพประสบความสำเร็จ มีความเจริญก้าวหน้า เพราะทำงานด้วยจิตแช่มชื่นเบิกบาน ไม่มีความทุกข์วิตกกังวล ตรงกันข้ามกับผู้ที่มีจิตใจไม่แจ่มใสย่อมมีแต่ความทุกข์โศกหงอยเหงา ไม่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการงาน และมีชีวิตไม่เจริญก้าวหน้า

สังคมมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ ถ้าผู้อยู่ร่วมกันมีจิตใจแจ่มใสไม่เศร้าโศก เครียดก็จะอยู่รวมกันด้วยความผาสุกสดชื่น แต่ถ้าผู้อยู่รวมกันมีแต่ความทุกข์โศก ไม่ร่าเริงแจ่มใส ก็จะอยู่รวมกันไม่มีความสุข มีแต่ความเศร้าหงอยเหงา เพราะฉะนั้นสังคมมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันไม่มีความเศร้าโศก จึงเป็นสังคมที่มีความสุข

     ครอบครัวหนึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพ่อแม่ บุตร ๒ คน เป็นชาย ๑ หญิง ๑ มีลูกสะใภ้ ๑ คน และหญิงคนใช้ ๑ คน รวมคนที่อยู่ในครอบครัวนี้ ๖ คน  พ่อบ้านได้อบรมสั่งสอนสมาชิกในครอบครัวให้นึกถึงความตายอยู่เสมอว่า คนเราเกิดมาแล้วมีชีวิตไม่แน่นอน จะต้องตายอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว ไม่มีใครจะมีชีวิตยืนยาวตลอดไปได้ พ่อบ้านให้โอวาทตักเตือนเช่นนั้น สมาชิกในครอบครัวทุกคนก็ปฏิบัติตาม คือเจริญมรณสติกรรมฐาน ฝึกใจให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ไม่มีความประมาท จนกระทั่งกลายเป็นคนมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่กลัวความตาย

     ต่อมาพ่อบ้านและบุตรชาย ได้ออกไปไถนาแต่เช้าตรู่ ขณะที่พ่อบ้านไถนาอยู่นั้น บุตรชายของเขาได้ไปเกลี่ยขยะเผาไฟอยู่ในนา  ถูกงูเห่าที่อยู่ในจอมปลวกเลื้อยออกมาฉกกัดบุตรชายของเขาให้ถึงแก่ความตาย บิดาได้หยุดพักไถนา เห็นบุตรชายถูกงูกัดนอนตายอยู่ จึงได้ยกศพไว้มานอนที่โคนต้นไม้ เขาไม่เศร้าโศกเสียใจร้องไห้เลย เพราะได้เจริญมรณสติกรรมฐานมาเป็นอย่างดีแล้ว คงไถนาต่อไป จนกระทั่งมีชายเป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมา จึงสั่งชายผู้นั้นให้ไปบอกภรรยาว่า ให้คนทั้งหมดที่อยู่ในครอบครัว รีบเดินทางมายังที่นาพร้อมกัน

     คนในบ้าน ๕ คน ประกอบด้วยภรรยาของพราหมณ์ บุตรสะใภ้ บุตรสาว และหญิงคนใช้ ได้รีบเดินทางไปยังที่นา เห็นบุตรชายของพราหมณ์นอนตายอยู่ ก็ไม่มีผู้ใดร้องไห้ เพราะทุกคนเจริญมรณสติกรรมฐานอย่างดี บิดาจัดการเผาศพบุตรชาย โดยได้นำเอาของหอมและดอกไม้มาบูชาศพ และเผาศพที่กลางไร่นานั้น ขณะที่เผาศพ ไม่มีผู้ใดเศร้าโศกเสียใจร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้ตายเลย เพราะทุกคนอดกลั้นความเศร้าโศกได้โดยที่ได้เจริญมรณสติกรรมฐานมาเป็นอย่างดีแล้ว

      การที่ครอบครัวนี้ ไม่เศร้าโศกเสียใจร้องไห้เมื่อคนที่รักตายจากไป ทำให้เร่าร้อนถึงพระอินทร์ผู้เป็นเทวราชปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์จึงเหาะลงจากสวรรค์มายังมนุษย์โลก ได้เข้าไปถามเหตุที่ไม่เศร้าโศกกับคนในครอบครัวทั้ง ๕ คนนั้น

     บิดาได้กราบทูลพระอินทร์ว่า ที่คนในครอบครัวไม่เศร้าโศก ก็พิจารณาเห็นความจริงว่า คนที่เกิดมาทุกคน เมื่อถึงกำหนดจะต้องตายไป ทิ้งร่างกายที่ไร้ประโยชน์ไว้ในโลกนี้  เหมือนงูที่ลอกคราบทิ้งไว้ฉะนั้น

     มารดาของผู้ตาย ได้กราบทูลว่าที่ตนไม่เศร้าโศก ก็พิจารณาเห็นความจริงว่า ตนไม่ได้เชิญบุตรชายให้มากเกิด เขามาเกิดเอง เมื่อคราวตาย ตนก็ไม่อนุญาตให้เขาตาย เขาตายไปเกิดในโลกหน้าเอง                                                                             

     น้องสาวของผู้ตาย กราบทูลพระอินทร์ว่า ที่ตนไม่เศร้าโศกถึงพี่ชายที่ตายไป ก็เพราะพิจารณาเห็นว่า การตายของพี่ชายเป็นเรื่องธรรมดา เขาเกิดมาแล้วจะต้องตายไป หากตนร้องไห้ถึงเขา จะไม่ได้ประโยชน์อะไร จะทำให้คนมีร่างกายผ่ายผอม ไม่สวยงามเลย

     ภรรยาของผู้ตาย กราบทูลพระอินทร์ว่า ที่ตนไม่เศร้าโศกถึงสามีผู้ตายไป ก็เพราะพิจารณาเห็นว่าการร้องไห้ ไม่ทำให้สามีมีชีวิตฟื้นคืนมาได้ เหมือนเด็กร้องไห้อยากได้ดวงจันทร์ในท้องฟ้า ย่อมไม่มีทางจะได้ดวงจันทร์เลย

     หญิงคนใช้ในบ้านของผู้ตาย กราบทูลพระอินทร์ว่า ที่ตนไม่เศร้าโศกถึงนายที่ตายไป ก็เพราะพิจารณาเห็นว่า การร้องไห้เศร้าโศกไม่ทำให้เขาฟื้นคืนชีวิตมาได้ เหมือนหม้อน้ำที่แตกไปแล้ว ไม่สามารถจะนำมาประสานติดต่อให้เป็นหม้อน้ำดีอย่างเดิมได้ เพราะมันแตกสลายไปแล้ว

     พระอินทร์ได้ฟังคำตอบของคนในครอบครัวทั้ง ๕ คนกล่าวเหตุผลที่ไม่เศร้าโศกร้องไห้ถึงผู้ตายไปดังกล่าวมาแล้ว ก็มีความพอใจและได้ยกย่องคนเหล่านั้นว่า ได้นำเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ สามารถดับทุกข์โศกได้เป็นอย่างดี

     ผู้ที่สูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก เช่น บิดามารดา บุตรภรรยา ก็ต้องพิจารณาให้เห็นความจริงว่า ทุกคนที่เกิดมาแล้ว จะต้องมีการตายไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงควรหักห้ามความเศร้าโศกเสียใจ และทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายตามประเพณีทางศาสนา ก็จะคลายความเศร้าโศกลงได้ และทำให้มีสุขภาพร่างกายจิตใจสมบูรณ์เช่นเดิม จิตที่ไม่เศร้าโศก จึงเป็นมงคลสูงสุด เพราะนำความสุขความเจริญมาให้แก่ชีวิตของบุคคล

     ผู้นำมีทัศนคติแบบใดย่อมนำคนในครอบครัวไปในทางนั้น เรามองหาดีก็จะพบดี เรามองหาร้ายก็จะพบร้าย

ที่มา วัดปากคาด.คอม