แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teacher

หน้า: [1]
1


การสวมใส่นาฬิกากลไกอัตโนมัติ

เมื่อสวมนาฬิกาครั้งแรก เริ่มต้นด้วยการไขลานนาฬิกาประมาณ 10 รอบแล้วกลไกจะดำเนินต่อโดยอัตโนมัติจากการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของแขนของเรา นาฬิกาอัตโนมัติจะต้องได้รับการสวมใส่เป็นเวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมงในแต่ละวันเพื่อคงความแม่นยำ ในกรณีที่ไม่ได้สวมใส่นาฬิกาอัตโนมัติเป็นเวลา 2 วันหรือไม่ได้มีการเคลื่อนไหวขณะสวมใส่ ควรไขลาน 10 รอบหรือเขย่านาน 1 นาทีเพื่อปลุกกลไกการทำงานของนาฬิกา
 
ควรไขลานนาฬิกาอัตโนมัติบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกาะตัวของสารหล่อลื่น นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดและหล่อลื่นนาฬิกาทุก 3 ปีเพื่อคงคุณภาพในระดับสูงสุด

ทีมา ซิตี้เชน

2


สายนาฬิกาเซรามิก  ควรดูแลอย่างไร
 
เซรามิกเป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่งและทนทานอย่างมาก สีของเซรามิคจะไม่ซีดจางแม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่กระนั้น วัสดุนี้มีความเปราะบางอยู่บ้าง จึงควรระวังไม่ให้มีการปะทะกับของแข็ง

นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดสายนาฬิกาเซรามิกอย่างระมัดระวัง เช็ดคราบเหงื่อและสิ่งสกปรกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสนิมซึ่งจะทำให้วัสดุแตกหักได้ง่าย

ถ้าสายนาฬิกาเปรอะเปื้อนด้วยไขมัน พยายามทำความสะอาดโดยใช้นํ้ายาล้างจานและเช็ดให้แห้งด้วยผ้านุ่ม หากยังมีคราบไขมันอยู่อีก คุณสามารถนำไปที่ศูนย์ซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่

ที่มาซิตี้เชน

3
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 2004
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 01:09:00 pm »
โอริส เซนเทนเนียล เซ็ต 1904 ลิมิเต็ด อิดิทชั่น

สำหรับโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปีในปี 2004 โอริส เปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษ โอริส เซนเทนเนียล เซ็ต 1904 ลิมิเต็ด อิดิทชั่น โดยนำนาฬิการุ่น อาร์ติลิเยร์ เวิลด์ไทเมอร์ ตัวเรือนสเตนเลสสตีล มาคู่กับนาฬิกาแขวนผนังสำรองพลังงาน 8 วัน ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1904 เรือน พร้อมหมายเลขประจำตัวเรือนทั้งหมด

4
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1997
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 01:07:00 pm »
นาฬิกา โอริส ฮ่องกง คอมเมมโมราทีฟ วอทช์ส ปี 199


หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าอาณานิคมแห่งอังกฤษเป็นเวลาถึง 155 ปี ฮ่องกงก็ได้กลายเป็นเขตปกครองพิเศษของสาธารณรัฐจีน โอริส ได้ร่วมจารึกเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วยการผลิตนาฬิกา โอริส ฮ่องกง คอมเมมโมราทีฟ วอทช์ รุ่นพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัด 250 เรือน

5
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1991
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 01:05:32 pm »
กลไกสลับซับซ้อนของโอริส คาลิเบอร์ 581 ในปี 1991

กลไกสลับซับซ้อน คาลิเบอร์ 581 พัฒนาสำเร็จในปี 1991 ด้วยการแสดงข้างขึ้นข้างแรม บอกวันประจำสัปดาห์ บอกวันที่ และแสดงเวลาไทม์โซนที่สอง ทำให้กลไกชุดนี้เป็นที่นิยมและยกย่องอย่างมากแม้ในคอลเลกชั่นปัจจุบัน

6
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1984
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 01:04:17 pm »
ปี 1984 โอริส พอยเตอร์ เดท คือผลงานที่สร้างชื่อแห่งความสำเร็จ ตราบนานเท่านาน


ปี 1984 โอริส พอยเตอร์ คาเลนดาร์ กลับมาอีกครั้ง เมื่อผู้สร้างเทรนด์นาฬิกาต่างๆ จากญี่ปุ่น ชอบในเอกลักษณ์และการทำงานของระบบจักรกล เหนือลูกเล่นทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงเวลาแบบ แอลอีดี (LED) และแอลซีดี ( LCD) ที่พวกเขาคุ้นเคยมาโดยตลอด ทำให้ในไม่ช้า อุลริช ดับบลิว.แฮร์โซก ได้เดินทางไปญี่ปุ่นเป็นประจำ และค้นพบว่าลูกค้าชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจและหลงใหลในนาฬิกาจักรกลอย่างมาก และเพราะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นรุดหน้าเหนือส่วนใดของโลก ณ เวลานั้น ทำให้ โอริส ยอมรับความท้าทายครั้งใหญ่ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความคาดหวังสูง ด้วยการทุ่มเทอย่างเต็มกำลังในการประดิษฐ์เทคนิคที่เรียกว่า ไฮ-เมค (Hight-Mech) และนำไปสู่การถือกำเนิดของวิสัยทัศน์ทางธุรกิจครั้งใหม่ นั่นคือ โอริส จะมุ่งมั่นในการก้าวขึ้นสู่ผู้นำของโลกในการผลิตนาฬิกาจักรกล ด้วยกลไกพิเศษ ในราคาซื้อหาได้

7
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1970
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 01:03:00 pm »
ในฐานะผู้ผลิต โอริส ออกแบบกลไกของตนเอง ผลิตกลไกด้วยตนเอง ด้วยเครื่องจักรสลับซับซ้อนสูง ในปี 1970

ปี 1970 หุ้นของบริษัทถูกขายไปยัง เอเอสยูเอจี (ASUAG หรือ สวอทช์ กรุ๊ป ในปัจจุบัน) กลุ่มบริษัทนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุด ภายใต้การดูแลของ เอเอสยูเอจี โอริส ได้รับมอบหมายภารกิจเฉพาะในการเป็นผู้ผลิตนาฬิการาคาไม่แพง ที่แม้จะไม่ใช่กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จนัก เนื่องจากวิกฤตการณ์ในอุตสาหกรรมนาฬิกาในช่วงปลายของยุค 70 ทำให้ โอริส ตกที่นั่งลำบาก และท่ามกลางการเติบโตของการผลิตนาฬิกาควอตซ์อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งภาวการณ์ตกงานและการปิดตัวของบริษัทนาฬิกาอีกหลายสาขาลง

8
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1968
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 01:01:28 pm »
ปี 1968 โอริสได้รับประกาศนียบัตรความเที่ยงตรงสูงสุดระดับโครโนมิเตอร์ จากกลไก คาลิเบอร์ 652


ปี 1968 องค์กรควบคุมความเที่ยงตรงของนาฬิกา หรือ ?Observatoire Astronomique et Chronom?trique? ในนูชาแตล สวิตเซอร์แลนด์ ได้มอบประกาศนียบัตรรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์อย่างสมบูรณ์แบบให้กับ โอริส ด้วยความโดดเด่นสูงสุด และความเที่ยงตรงของกลไก คาลิเบอร์ 652

9
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1966
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:59:44 pm »
กลไกโอริส 645 ในปี 1966

ในปี 1966 กลไกอัตโนมัติชื่อดังระดับโลก คาลิเบอร์ 645 ประกอบทับทิม 25 เม็ด และเฟืองงัดเอสเคปเม้นท์ เข้าสู่กระบวนการผลิต

ภาพชิ้นส่วนประกอบของกลไกจากปี 1966 แสดงกลไกแห่งตำนานของโอริส 645 ด้วยระบบขึ้นลานอัตโนมัติ

10
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1949
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:58:11 pm »
โอริสกันน้ำ ?waterproof? ในปี 1949

คุณสมบัติการกันน้ำ กลายเป็นจุดขายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากปี 1949 นาฬิกากันน้ำของ โอริส ทุกเรือน จะปรากฏตราสัญลักษณ์พิเศษการกันน้ำ หรือ ?Waterproof?

11
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1944
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:56:29 pm »
ประกาศนียบัตรของ โอริส ในปี 1944

ประกาศนียบัตรรับรองทางกฎหมาย (The Certificate of Legitimacy) จากสำนักงานควบคุมโลหะล้ำค่าแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss Office for Precious Metals Control) ลงปี 1944 ส่งสัญญาณบ่งบอกถึงคุณภาพการชุบทองบนตัวเรือนาฬิกา โอริส และทำให้คุณภาพการชุบของนาฬิกา โอริส ในไม่ช้าก็โด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

12
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1938
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:54:33 pm »
การผลิตกลไกจักรกลของโอริส ในปี 1938

ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาเกือบครบวงจร โอริส ได้ผลิตเอสเคปเม้นท์สำหรับนาฬิกาของตนเอง และด้วยเพราะเป็นงานที่ละเอียดอ่อน จึงจำเป็นต้องจ้างช่างฝีมือผู้หญิงที่มีความเชี่ยวชาญด้วยค่าจ้างอย่างงาม

13
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1928
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:53:11 pm »
ออสการ์ แฮร์ซ็อก, ผู้อำนวยการ โอริส จากปี 1928 ? 1971

จอร์จส คริสเตียน เสียชีวิตลงในปี 1927 และในไม่ช้าหลังจากนั้นเรื่อยมา บริษัท ได้กลายเป็นบริษัทมหาชน โดยมี ออสการ์ แฮร์ซ็อก น้องเขยของ จอร์จส คริสเตียน ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ และผลักดันให้บริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 43 ปีต่อมา

ออสการ์ แฮร์ซ็อก น้องเขยของผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ จอร์จส คริสเตียน บริหารบริษัท โอริส นับตั้งแต่ปี 1928 ถึง 1971

14
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1925
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:49:27 pm »

โอริส เปิดโรงงานชุบโลหะด้วยไฟฟ้าของตนเอง ใน แฮร์เบตสวิล ปี 1925 ? 1978

นับตั้งแต่ปี 1925 เรื่อยมา จากการเปิดโรงงานชุบโลหะด้วยไฟฟ้าของตนเอง บริษัทได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาคุณภาพเยี่ยม แต่ราคาไม่แพง

โอริส เริ่มประกอบหัวเข็มขัดของสายสร้อยข้อมือนาฬิกาแบบเรียบง่ายเข้ากับนาฬิกาพกของพวกเขา อันเป็นที่มาของบการเปลี่ยนจากนาฬิกาพก สู่นาฬิกาข้อมืออย่างเต็มตัว

นาฬิกา โอริส ที่ประกอบด้วยกลไกแบบหมุดตัวงัด มีลูกค้าให้ความสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ และต่อมาก็รวมถึงอาณานิคมของอังกฤษทั้งหมด และเริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกันในแถบอเมริกาใต้

15
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1911
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:46:46 pm »
ภาพวาดโรงงานต่างๆ ของ ORIS ในปี 1929

ในปี 1911โอริส จ้างลูกจ้างกว่า 300 คน ในเฮิลสไตน์ และก่อสร้างบ้านและอพาร์ทเม้นท์ไว้สำหรับพนักงาน ที่ในไม่ช้าโอริส ก็กลายเป็นนายจ้างรายใหญ่ที่สุดในเขตนี้

บนภาพวาดของปี 1929 จะเห็นทำเลที่ตั้งอันหลากหลายของโรงงานนาฬิกา โอริส นั่นคือ เฮิลสไตน์ (1904 และ 1929), โคโม่ (1908), คูร์เจเนย์ (1917), แฮร์เบตสวิล (1925), ซีเฟน (1925), โฮลเดอร์แบงก์ (1906). โดยด้านหน้าของภาพคือที่ดินส่วนของบ้านในโฮลสไตน์ที่สร้างขึ้นสำหรับพนักงานของ โอริส

16
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1906
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:44:49 pm »


โรงงานประกอบนาฬิกา โอริส โฮลเดอร์แบงก์ ในปี 1906 ? 1976


ในปี1906 สาขาแรกของทั้งหมด 10 สาขา ได้ถูกเปิดตัวขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

17
สัพเพเหระ คุยได้ทุกเรื่อง / ประวัติ ORIS ปี 1904
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:42:56 pm »
ลำธาร ORIS

ในปี 1904 ณ เมืองเฮิลสไตน์ พอล แคตติน และจอร์จส คริสเตียน ก่อตั้งโรงงานนาฬิกา โอริส

ทั้งคู่มาจาก เลอ ลอค เมืองหลวงของการประดิษฐ์นาฬิกา ในเขตเทือกเขาจูรา ของสวิตเซอร์แลนด์ โดยซื้อกิจการบริษัทนาฬิกาที่เพิ่งปิดตัวลงได้ไม่นาน คือ โลห์เนอร์ แอนด์ คอมพานี เริ่มต้นจากการมีคนงานเพียง 24 คน

โอริส เป็นชื่อของสะพานและหุบเขา ใกล้กับเมืองเฮิลสไตน์ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ 

18
ความคิด..?  อิทธิพลของความคิด  พลังอำนาจของความคิด

      คนที่มีชีวิตย่อมมีความคิดตลอดเวลา แม้ยามหลับหลายคนยังฝันเป็นเรื่องราวได้นำมาเล่าตอนเช้าๆ บางคนนำมาตีเป็นหวย ความคิดนึกตามเรื่องราวหรือในอารมณ์ต่าง ๆ มีประจำอยู่ในตัวของทุกคน เพราะคนเรามีส่วนประกอบ ๒ อย่าง ส่วนจิตใจ และส่วนร่างกาย ส่วนที่เป็นจิตใจนั้น เป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะมีอำนาจบังคับส่วนร่างกายให้ทำและให้พูด เมื่อใจคิดดี ก็จะทำให้กายและวาจาทำดีพูดดีด้วย แต่ถ้าใจคิดไม่ดี ก็จะทำให้กายและวาจาทำชั่วและพูดชั่วด้วย ดังนั้นคนดีจึงควรควบคุมและฝึกจิตของตนให้เป็นไปในทางดี ไม่ปล่อยให้จิตนึกไปในทางชั่ว บุคคลผู้ที่ฝึกฝนอบรมจิตใจของตนไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นคนทำดีพูดดี มีความเจริญก้าวหน้า

      อนึ่ง จิตใจของมนุษย์นั้น ย่อมนึกคิดในอารมณ์ต่าง ๆ หากเป็นอารมณ์ดี ก็ทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส แต่ถ้าคิดนึกอารมณ์ที่ไม่ดี ก็ทำให้จิตหม่นหมองไม่สดชื่น ดังนั้นบุคคลที่คิดแต่อารมณ์ที่ดี ไม่คิดถึงอารมณ์ที่ร้าย  ?จิตจะไม่ซึมเซาเศร้าโศกที่ว่า  ?จิตไม่ซึมเซาเศร้าโศก?  คือมีใจที่ไม่เหี่ยวแห้ง  มีความสดชื่นแจ่มใส แต่จิตที่เศร้าโศก จิตจะเหี่ยวแห้ง เพราะคนเราเมื่อเกิดความทุกข์โศกขึ้น  จิตใจที่เคยมีความสุขสดชื่น ก็จะกลายสภาพเป็นเหี่ยวแห้งซึมเศร้าตรอมตรมทันที เปรียบเหมือนต้นไม้เฉาตาย  ต้นไม้ที่มีใบเขียวสดชื่นอยู่นั้น พอถูกกระทบด้วยสิ่งต่าง ๆ เช่นเกิดโรคที่ลำต้น หรือถูกศัตรูพืชมาทำลาย หรือขาดน้ำหล่อเลี้ยง ต้นไม้นั้นก็จะตายไปในที่สุด จิตใจของคนเราก็เช่นเดียวกัน ขณะที่มีความสดชื่นแจ่มใสอยู่นั้น พอถูกเหตุของความโศกเข้ามากระทบ เช่นเสียญาติ เสียทรัพย์เข้ามากระทบ หรือถูกเหตุของความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ถูกจองจำเข้ามากระทบ จิตใจจะกลายสภาพเป็นความโศก คือเหี่ยวแห้งไม่สดชื่น มีความทุกข์ เสียใจ ร้องไห้คร่ำครวญ

      จิตที่มีความสุขสร้างความเจริญทางด้านส่วนตัวทางด้านส่วนรวม   คนที่มีจิตใจไม่เศร้าโศก ย่อมเป็นคนไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสุขสดชื่นแจ่มใส เมื่อมีจิตสดชื่นเช่นนี้ ย่อมประกอบการงานมีความเจริญก้าวหน้า  ผู้ที่ทำงานประกอบอาชีพประสบความสำเร็จ มีความเจริญก้าวหน้า เพราะทำงานด้วยจิตแช่มชื่นเบิกบาน ไม่มีความทุกข์วิตกกังวล ตรงกันข้ามกับผู้ที่มีจิตใจไม่แจ่มใสย่อมมีแต่ความทุกข์โศกหงอยเหงา ไม่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการงาน และมีชีวิตไม่เจริญก้าวหน้า

สังคมมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ ถ้าผู้อยู่ร่วมกันมีจิตใจแจ่มใสไม่เศร้าโศก เครียดก็จะอยู่รวมกันด้วยความผาสุกสดชื่น แต่ถ้าผู้อยู่รวมกันมีแต่ความทุกข์โศก ไม่ร่าเริงแจ่มใส ก็จะอยู่รวมกันไม่มีความสุข มีแต่ความเศร้าหงอยเหงา เพราะฉะนั้นสังคมมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันไม่มีความเศร้าโศก จึงเป็นสังคมที่มีความสุข

     ครอบครัวหนึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพ่อแม่ บุตร ๒ คน เป็นชาย ๑ หญิง ๑ มีลูกสะใภ้ ๑ คน และหญิงคนใช้ ๑ คน รวมคนที่อยู่ในครอบครัวนี้ ๖ คน  พ่อบ้านได้อบรมสั่งสอนสมาชิกในครอบครัวให้นึกถึงความตายอยู่เสมอว่า คนเราเกิดมาแล้วมีชีวิตไม่แน่นอน จะต้องตายอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว ไม่มีใครจะมีชีวิตยืนยาวตลอดไปได้ พ่อบ้านให้โอวาทตักเตือนเช่นนั้น สมาชิกในครอบครัวทุกคนก็ปฏิบัติตาม คือเจริญมรณสติกรรมฐาน ฝึกใจให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ไม่มีความประมาท จนกระทั่งกลายเป็นคนมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่กลัวความตาย

     ต่อมาพ่อบ้านและบุตรชาย ได้ออกไปไถนาแต่เช้าตรู่ ขณะที่พ่อบ้านไถนาอยู่นั้น บุตรชายของเขาได้ไปเกลี่ยขยะเผาไฟอยู่ในนา  ถูกงูเห่าที่อยู่ในจอมปลวกเลื้อยออกมาฉกกัดบุตรชายของเขาให้ถึงแก่ความตาย บิดาได้หยุดพักไถนา เห็นบุตรชายถูกงูกัดนอนตายอยู่ จึงได้ยกศพไว้มานอนที่โคนต้นไม้ เขาไม่เศร้าโศกเสียใจร้องไห้เลย เพราะได้เจริญมรณสติกรรมฐานมาเป็นอย่างดีแล้ว คงไถนาต่อไป จนกระทั่งมีชายเป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมา จึงสั่งชายผู้นั้นให้ไปบอกภรรยาว่า ให้คนทั้งหมดที่อยู่ในครอบครัว รีบเดินทางมายังที่นาพร้อมกัน

     คนในบ้าน ๕ คน ประกอบด้วยภรรยาของพราหมณ์ บุตรสะใภ้ บุตรสาว และหญิงคนใช้ ได้รีบเดินทางไปยังที่นา เห็นบุตรชายของพราหมณ์นอนตายอยู่ ก็ไม่มีผู้ใดร้องไห้ เพราะทุกคนเจริญมรณสติกรรมฐานอย่างดี บิดาจัดการเผาศพบุตรชาย โดยได้นำเอาของหอมและดอกไม้มาบูชาศพ และเผาศพที่กลางไร่นานั้น ขณะที่เผาศพ ไม่มีผู้ใดเศร้าโศกเสียใจร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้ตายเลย เพราะทุกคนอดกลั้นความเศร้าโศกได้โดยที่ได้เจริญมรณสติกรรมฐานมาเป็นอย่างดีแล้ว

      การที่ครอบครัวนี้ ไม่เศร้าโศกเสียใจร้องไห้เมื่อคนที่รักตายจากไป ทำให้เร่าร้อนถึงพระอินทร์ผู้เป็นเทวราชปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์จึงเหาะลงจากสวรรค์มายังมนุษย์โลก ได้เข้าไปถามเหตุที่ไม่เศร้าโศกกับคนในครอบครัวทั้ง ๕ คนนั้น

     บิดาได้กราบทูลพระอินทร์ว่า ที่คนในครอบครัวไม่เศร้าโศก ก็พิจารณาเห็นความจริงว่า คนที่เกิดมาทุกคน เมื่อถึงกำหนดจะต้องตายไป ทิ้งร่างกายที่ไร้ประโยชน์ไว้ในโลกนี้  เหมือนงูที่ลอกคราบทิ้งไว้ฉะนั้น

     มารดาของผู้ตาย ได้กราบทูลว่าที่ตนไม่เศร้าโศก ก็พิจารณาเห็นความจริงว่า ตนไม่ได้เชิญบุตรชายให้มากเกิด เขามาเกิดเอง เมื่อคราวตาย ตนก็ไม่อนุญาตให้เขาตาย เขาตายไปเกิดในโลกหน้าเอง                                                                             

     น้องสาวของผู้ตาย กราบทูลพระอินทร์ว่า ที่ตนไม่เศร้าโศกถึงพี่ชายที่ตายไป ก็เพราะพิจารณาเห็นว่า การตายของพี่ชายเป็นเรื่องธรรมดา เขาเกิดมาแล้วจะต้องตายไป หากตนร้องไห้ถึงเขา จะไม่ได้ประโยชน์อะไร จะทำให้คนมีร่างกายผ่ายผอม ไม่สวยงามเลย

     ภรรยาของผู้ตาย กราบทูลพระอินทร์ว่า ที่ตนไม่เศร้าโศกถึงสามีผู้ตายไป ก็เพราะพิจารณาเห็นว่าการร้องไห้ ไม่ทำให้สามีมีชีวิตฟื้นคืนมาได้ เหมือนเด็กร้องไห้อยากได้ดวงจันทร์ในท้องฟ้า ย่อมไม่มีทางจะได้ดวงจันทร์เลย

     หญิงคนใช้ในบ้านของผู้ตาย กราบทูลพระอินทร์ว่า ที่ตนไม่เศร้าโศกถึงนายที่ตายไป ก็เพราะพิจารณาเห็นว่า การร้องไห้เศร้าโศกไม่ทำให้เขาฟื้นคืนชีวิตมาได้ เหมือนหม้อน้ำที่แตกไปแล้ว ไม่สามารถจะนำมาประสานติดต่อให้เป็นหม้อน้ำดีอย่างเดิมได้ เพราะมันแตกสลายไปแล้ว

     พระอินทร์ได้ฟังคำตอบของคนในครอบครัวทั้ง ๕ คนกล่าวเหตุผลที่ไม่เศร้าโศกร้องไห้ถึงผู้ตายไปดังกล่าวมาแล้ว ก็มีความพอใจและได้ยกย่องคนเหล่านั้นว่า ได้นำเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ สามารถดับทุกข์โศกได้เป็นอย่างดี

     ผู้ที่สูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก เช่น บิดามารดา บุตรภรรยา ก็ต้องพิจารณาให้เห็นความจริงว่า ทุกคนที่เกิดมาแล้ว จะต้องมีการตายไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงควรหักห้ามความเศร้าโศกเสียใจ และทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายตามประเพณีทางศาสนา ก็จะคลายความเศร้าโศกลงได้ และทำให้มีสุขภาพร่างกายจิตใจสมบูรณ์เช่นเดิม จิตที่ไม่เศร้าโศก จึงเป็นมงคลสูงสุด เพราะนำความสุขความเจริญมาให้แก่ชีวิตของบุคคล

     ผู้นำมีทัศนคติแบบใดย่อมนำคนในครอบครัวไปในทางนั้น เรามองหาดีก็จะพบดี เรามองหาร้ายก็จะพบร้าย

ที่มา วัดปากคาด.คอม

19

อนึ่ง เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งในสังคมปัจจุบันว่า สิ่งที่เป็นอันตรายนั้นคือสภาพที่เด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงถูกชักจูงตามสภาพสังคมได้ง่ายเมื่อเห็นเพื่อนมีแฟนและเอาแฟนมาอยู่ห้องด้วยกัน แรกๆเด็กอาจรังเกียจแต่นานไปก็ชักอยากมีเหมือนกับที่คนอื่นเขามี

เมื่อมีการอยู่ด้วยกันฉันท์ผัวเมียเท่าที่เคยเห็นเรียนจบแล้วได้แต่งกันนั้นร้อยคู่ก็เหลือประมาณ ๓ คู่ นอกนั้นบางคู่ก็ปีหนึ่งก็เปลี่ยนคู่ใหม่ และเหนือสิ่งอื่นที่พ่อแม่กลืนไม่เข่าคลายไม่ออกก็คือการมีท้องก่อนจบการศึกษา เมื่อตั้งท้องก็มีสองทางที่เด็กเลือกคือคงไว้แล้วคลอดไปให้พ่อแม่ที่บ้านเลี้ยงเพื่อประครองการเรียนให้จบ หรือทางที่สองก็คือทำแท้ง
                  แต่ก็น่าเสียใจยิ่งไปอีกที่ตัวอย่างเกิดแต่การศึกษาที่จังหวัดเดียวของภาคอีสานแต่ความจริงมันมีอยู่ทั่วประเทศไทย แล้วคราวนี้จะให้ใครสอนใครเพราะเด็กสามารถเข้าหาสิ่งเร้าที่ถูกหรือที่ผิดแค่พิมพ์คำไม่กี่คำแล้วกด Enter ถ้าพิมพ์คำที่เกี่ยวกับความรู้หรือหางาน หาข้อมูลทำรายงานก็ไม่เกิดปัญหาแต่ถ้าพิมพ์คำไปทางไม่ดีก็จะเห็นสิ่งนำไปสู่ทางเสื่อมมากมาย แล้วเราจะโทษใครถ้าไม่โทษตัวเอง
ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องตระหนักเรื่องการดูแลคนในครอบครัวและตัวเราเองให้เลิกเป็นทาสการบริโภคสิ่งที่เกินอำนาจศีลธรรมอันดีของพลเมืองไทย.....
สังคมไทยก้าวสู่ยุคความรู้ท่วมหัวแล้วคิดเอาเปรียบคนอื่นคนที่มีความรู้มักจะสอนไม่ฟังเพราะหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนอยู่ที่ไหน อะไรคือศักดิ์ศรีที่แท้จริงนอกเหนือจากการเอาชนะกัน เราช่างลืมมองว่าเยาวชนกำลังเอาตัวอย่างจากผู้ใหญ่และเยาวชนกำลังตามและบางทีเยาวชนยังมีภัยอีกรอบด้านทำให้ตกอยู่ในแบบอย่างที่ไม่ดีที่ได้จากเรา บกพร่องในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นผู้มีใจสูงกลายเป็นผู้เสพโดยไร้การผลิต

ที่มา วัดปากคาด.คอม

20
ประเพณี วัฒนธรรม / "เวลา" เวลา..มีค่ายิ่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:26:05 pm »

"เวลา" เวลา..มีค่ายิ่ง

สมมติว่าในตอนเช้าคุณมีเงินอยู่ในบัญชี 86,400 บาท แต่มันจะไม่เพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป และทุกๆเย็นเงินจำนวนนี้จะกลายเป็นศูนย์ถ้าหากว่าคุณไม่ใช้มันเลย  ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร??

แน่นอนว่า...คุณคงถอนมันออกมาทุกบาททุกสตางค์ เชื่อไหมว่า คนเราทุกคนมีตัวเลขจำนวนนี้อยู่ในธนาคารของตัวเอง มันคือ  "เวลา" นั่นเอง    ทุก ๆ เช้าเราจะมีเวลา 86,400 วินาที เป็นของเรา   แต่เมื่อถึงเวลาเข้านอนมันก็หมดไปและยิ่งถ้าหากว่าคุณไม่ได้นำเวลาที่มีไปใช้ให้เป็นประโยชน์  นั่นคือคุณเป็นผู้ที่ขาดทุน คุณไม่สามารถเรียกเวลาที่ผ่านไปให้กลับคืนมาใช้ได้  เวลาที่คุณมีมีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ใช่เมื่อวานหรือพรุ่งนี้ เพราะคุณไม่อาจนำเวลาเหล่านั้นมารวมกันได้  ฉะนั้นควรนำเวลานี้ไปลงทุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคุณที่สุด แล้วจะพบว่าคุณได้รับมันกลับคืนมาในรูปของความสุขความสำเร็จและความเป็นอยู่ที่ดี

ถ้าหากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งปี...ลองถามนักเรียนที่สอบไล่ไม่ผ่าน
ถ้าหากว่าคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งเดือน...ลองถามแม่ที่คลอดลูกก่อนกำหนด
ถ้าหากว่าคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งอาทิตย์...ลองคุยกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
ถ้าหากว่าคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งวัน...ลองถามคนงานรายวันที่มีลูกเล็กๆต้องเลี้ยงดู
ถ้าหากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งชั่วโมง...ลองถามคู่รักที่กำลังรอแฟน
ถ้าหากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งนาที...ลองถามคนที่เพิ่งพลาดรถไฟเที่ยวนั้น
ถ้าหากอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งวินาที...ให้ถามคนที่เพิ่งรอดพ้นอุบัติเหตุมาได้อย่างหวุดหวิด
ถ้าหากอยากรู้ค่าของเวลาเสี้ยววินาที...ลองถามนักกีฬาโอลิมปิกที่ได้เหรียญเงิน

ดังนั้นจงใช้ทุกนาทีของคุณอย่างคุ้มค่าซึ่งมันจะยิ่งมีค่า
ถ้าหากว่าคุณได้ใช้มันกับคนพิเศษของคุณ

ที่มา วัดปากคาด.คอม

21

จงทำแต่ความดีที่ถูกต้อง   แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกใจ

จงอย่าทำแต่สิ่งที่ถูกใจ       แต่เป็นสิ่งไม่ถูกต้องฯ

     การครองตนคือการสำรวมระวังรักษาตนให้ดำรงอยู่แต่ในคุณความดี เพื่อให้การดำเนินชีวิตของตนไปในทางที่ดีกอปรด้วยสารประโยชน์เพื่อความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขของชีวิตยิ่งขึ้นไป มิให้ตกไปในทางที่ชั่วคือไม่ให้เป็นไปในทางที่ไม่ดีและไม่ประกอบด้วยสารประโยชน์อันเป็นเหตุให้ถึงความเสื่อมหรือถึงความล้มเหลวแห่งชีวิตและความเดือดร้อนในภายหลังได้

     การสำรวมระวังตนคือการสำรวมระวังความประพฤติของตนให้เป็นไปแต่ในทางที่ดีตามทำนองคลองธรรมและกฎหมายของบ้านเมืองรวมทั้งระเบียบข้อบังคับต่างๆที่ตราขึ้นตามทำนองคลองธรรม ให้เหมาะสมกับกาลสมัยสถานการณ์แวดล้อมของบุคคลและสถานที่และเป็นความประพฤติที่มีสารประโยชน์

     การครองตนที่ดีคือการตั้งกาย ตั้งวาจาและตั้งใจของตนไว้โดยชอบอันเป็นมงคลสูงสุดประการหนึ่ง หลักการครองตนต้องมีหลักธรรมคือสติสัมปชัญญะ หิริโอตตัปปะ ศัลสังวรและอินทรีย์สังวร  สติคือความระลึกได้หรือการยับยั้งชั่งใจ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาก่อนที่จะพูดหรือจะทำการใดๆว่านี้เป็นความดีหรือความชั่ว เป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นทางเจริญแก่ชีวิตหรือเป็นทางเสื่อมแก่งชีวิตที่ไม่ควรดำเนินตามที่เป็นจริง

      ถ้าเผลอสติคิดผิด พูดผิดแล้วรู้เท่าทันความผิดพลาดไปแล้วรีบกลับตัวกลับใจ คิดพูดทำในทางที่ดีความรู้ทันการกระทำเช่นนี้เรียกว่าสัมปชัญญะหรือปัญญา ถ้ามีหิริโอตตัปปะคือความละอายและความกลับบาป ความสำรวมในศีล สำรวมตัวไม่ให้หลงสยบอยู่กับกับอารมณ์ที่น่ารักและไม่หลงเคียดแค้นอารมณ์ที่ไม่น่ารัก ก็จะยิ่งมีอานุภาพสูง

     ปัญหาคนไร้ศีลธรรมมีแต่ความเห็นแก่ตัวจัด โหดเหี้ยม ฉ้อราษฏร์บังหลวง การรีดไถ การใช้อำนาจไม่เป็นธรรมของผู้มีอำนาจ ปัญหาวัยรุ่นใจแตก ความเละเทะสำส่อนในกิเลสกาม ปัญหาการคิดฆ่าตัวตายล้วนแต่เกิดจากการขาดสติสัมปชัญญะ กรรมดีกรรมชั่วเป็นของเฉพาะตน ใครทำกรรมดีก็ได้ผลดี ส่วนใครทำกรรมชั่วก็ย่อมเดือดร้อนเอง ความชั่วจึงไม่ควรทำเลยดีกว่าทำ ความชั่วจะเผาผลาญในภายหลัง กรรมใดที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลังกรรมนั้นเป็นกรรมดีทำแล้วประเสริฐกว่า

      เพราะฉะนั้นผู้ปรารถนาความเจริญความสุข ไม่ชอบความไร้สาระ พึงปฏิบัติดีจึงจะได้รับความสันติสุข  ไม่ควรทำชั่วทุกอย่าง ควรทำความดีให้มากๆ ทำใจให้ผ่องใส เมื่อทานกุศล ศีลกุศล ปัญญากุศลเกิด สติสัมปชัญญะก็เกิด ความสำรวมในศีลก็เกิด  สติสัมปชัญญะคือคุณธรรมเครื่องช่วยคุ้มครองตนทำให้ตนรู้จักยับยั้งชั่งใจ หิริโอตตัปปะทำให้เกิดความละอายบาปและเกรงกลัวบาป  สีลสังวร อินทรีย์สังวรจะเกิดเพราะการละชั่ว ทำดีและชำระใจให้ผ่องใส

     บัณฑิตผู้มีปัญญาจึงสนใจใส่ใจศึกษาอบรมตนโดยยึดหลักการไม่ทำบาปทั้งปวง ทำความดีทุกชนิดและการทำจิตให้ผ่องใสผ่องแผ้ว เป็นการครองตนให้อยู่ในความดี ไม่ตกไปสู่ที่ชั่ว เพื่อสร้างพระในใจตนคืออบรมตนให้มีใจเป็นพระคือปฏิบัติตามแนวสิกขาสามคือ การรักษาศีลอันยิ่ง การอบรมจิตให้ยิ่ง การอบรมปัญญาอันยิ่งกว่าคนทั่วไป นี้คือหลักการครองตนแบบวิถีพุทธ ใครประมาทไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ได้รับผลดี

     การฝึกอบรมกายวาจาใจตามศีลสมาธิปัญญาตามแนววิถีพุทธหรือมรรคมีองค์ 8 ของพระภิกษุอาจมีวิธีที่แตกต่างกันบ้างคล้ายกันบ้างแต่ก็มีจุดประสงค์อันเดียวกันคือชำระกิเลสให้สิ้นให้ถึงพระนิพพานอันเป็นเหตุสิ้นทุกข์ด้วยกันทุกวัด การเกิดมาพบพุทธศาสนานับเป็นมงคล แต่ชีวิตนี้สั้นนัก ไม่รู้ว่าจะตายวันไหน จึงควรปฏิบัติให้รู้บาปบุญคุณโทษตามความเป็นจริง เราพึงพิจารณากิจวัตรประจำวันของตนแล้วแบ่งเวลาให้แก่ตนเอง ตัดสิ่งที่ไร้สาระออกไปเสียบ้าง แล้วตั้งใจปฏิบัติตนในสิ่งที่เป็นสารหรือในไตรสิกขาได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญาด้วยตนให้มากขึ้น เพราะผู้ฝึกตนดีแล้วย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยาก

     สิ่งที่เป็นที่พึ่งของคนมีสองชนิดคือที่พึ่งทางกายได้แก่ทรัพย์สมบัติ ที่พึ่งของจิตใจคือธรรมที่มีอุปการะเพราะอุดหนุนให้ความดีต่างๆเพิ่มขึ้นได้แก่ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ความเป็นผู้สดับตรับฟังมาก การมีเพื่อนดี การเป็นคนว่าง่ายสอนง่าย การเอาใจใส่ในกิจธุระ ความรักธรรมะ การเพียรละชั่วทำดี การพอใจความมักน้อยสันโดษ การจดจำสิ่งที่ทำคำที่พูดแม้นานได้ และความรอบรู้สิ่งต่างๆตามความเป็นจริง ผู้ใดมีที่พึ่งเหล่านี้ย่อมมีสุข ผู้ไม่มีธรรมเป็นที่พึ่งเหล่นี้ย่อมอยู่เป็นทุกข์

     ผู้ฝึกตนดีแล้วย่อมได้ที่พึ่งซึ่งได้โดยยาก จึงสามารถครองตน รักษาตนให้ตั้งอยู่แต่ในความดีที่ยิ่งๆขึ้นไป ประสบความสันติสุขยิ่งๆขึ้นไปได้ แต่ถ้าประมาท ขาดสติสัมปชัญญะ ขาดหิริโอตตัปปะ ขาดศีลสังวร ขาดอินทรีย์สังวรเมื่อใดเมื่อนั้นท่านจะต้องประสบกับความทุกข์ความเดือดร้อนจากบาปอกุศลหรือความชั่วความหลงผิดด้วยมิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิดๆหรือหลงผิดตามผู้อื่นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงและไม่มีข้อยกเว้นใดๆเลย

     การทำดีในทางพระพุทธศาสนาท่านเรียกความดีว่าบุญ เรียกความชั่วว่าบาป การทำดีที่พระสอนให้ทำบ่อยๆคือ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยเหลือรับใช้ผู้อื่น แบ่งปันความดีของตนไปให้ผู้อื่น ยินดีในความดีของคนอื่น หมั่นฟังธรรมบ่อยๆ อ่านหนังสือธรรมบ่อยๆ  เอาธรรมะไปบอกเล่าให้คนอื่นฟัง มีความคิดเห็นคล้อยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่น เชื่อกฎแห่งกรรรม เชื่อในโลกธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกและสัตว์โลกก็เป็นไปตามอำนาจโลกธรรมฯ

ที่มา วัดปากคาด.คอม

22

...คน ก็เป็นเหมือนวงกลม
มีหลายด้านให้มอง
มี 360 องศา ให้เดินค้นหา   มองเห็น
แต่......คนเรามักจะหยุดอยู่แค่องศาแรกที่มองเห็น
และยึดติดว่าสิ่งที่เห็น     สิ่งที่รู้ในด้านนั้น
เป็นทุกอย่างของคน คนนั้น ไปเสียทั้งหมด
แต่เมื่อคน คนนั้นเริ่มหมุน
เปลี่ยนมุมมอง ทิศทาง ให้ได้ดู ได้เห็น ได้รับรู้บ้าง
กลับบอกว่าเขา - เปลี่ยนไป
ฉะนั้น    การจะรู้จัก.... คบหากับใครสักคน
ต้องเดินวนให้ครบ 360 องศา    ก่อน .. ใช่มั้ย
ถึงจะสามารถรู้ได้ว่าคน    คนๆ นั้นมีกี่มุม... ...ให้ได้มอง..."
แต่...ในความเป็นจริง   
เราไม่สามารถทำความรู้จักใครได้ครบทุกด้าน 
ต่อให้เดินวนรอบ 360 องศาแล้วก็ตาม   
เพราะแต่ละคนย่อมมีพื้นที่...ในวงกลมมากน้อยแตกต่างกัน     
และบางทีเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ซ่อนเร้น   
เรา....คงต้องยอมรับในความแตกต่าง   
ยอมรับ...และทำใจในสิ่งเราไม่อาจรู้   
ว่ามีอะไรซ่อนอยู่...ในใจคน

ที่มา วัดปากคาด.คอม

23
ประเพณี วัฒนธรรม / การบริหารครอบครัว
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2014, 12:16:50 pm »

การบริหารครอบครัว

            เสื้อผ้าที่ไม่สะอาดย่อมทำความสวยงามของคนสวมใส่เสื่อมไป อาหารเลวย่อมทำให้คนกินอ่อนกำลัง  สามีที่ทุศีลเป็นสิ่งเครื่องกวนภรรยาให้ตายจาก (คู่ชีวิตที่เลวเป็นอาวุธฆ่าคู่ชีวิตอีกคน) ลูกที่นิสัยต่ำช้าเป็นเครื่องหมายแห่งความฉิบหายของตระกูลเช่นกัน

             มนุษย์ทุกคนต้องการมีความรัก  มนุษย์ทุกคนต้องมีเรือนอยู่อาศัย  ต้องการคู่ครองที่ดี การอยู่ร่วมกันของมนุษย์หากเข้าใจกันการอยู่ร่วมกัน การครองรัก การครองเรือน การบริหารรัก บริหารเรือนและครอบครัวก็จะมีความสงบสุข แต่ถ้าไม่เข้าใจการครองรักครองเรือนก็จะเกิดความทุกข์ตามมา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                 การบริหารครอบครัวหรือการครองรักครองเรือนมีสองวิธีคือการบริหารครอบครัวแบบตามอารมณ์ (โลกวิธี) และการบริหารครอบครัวแบบยึดหลักธรรมเป็นหลัก (ธรรมวิธี) การครองเรือนถ้าไม่มีหลักเป็นแนวปฏิบัติแล้วก็เหมือนสวะลอยตามกระแสน้ำขึ้นน้ำลง ชีวิตการครองเรือนย่อมจะมีความเดือนร้อนวุ่นวายไปตามกระโลกคือสุขบ้างทุกข์บ้าง แต่เมื่อยึดหลักธรรมมาใช้เป็นแบบในการครองเรือนแล้วย่อมได้รับความสุขสบาย

               1.การบริหารครอบครัวแบบตามอารมณ์ คือเอาอารมณ์เป็นหลัก ได้แก่การอยู่ด้วยกันตามอารมณ์ ไม่มีหลักและกฎเกณฑ์ ทำเหมือนสวะลอยน้ำ น้ำขึ้นก็ขึ้นด้วย น้ำลงก็ลงด้วย ลอยไปติดอยู่ที่ไหนก็ค้างอยู่ที่นั่น ปัญหาเรื่องยุ่งยากต่างๆก็ตามมาเช่น การทะเลาะวิวาท การหย่าร้าง รักร้าว รักสลาย รักซังกะตาย จึงเกิดขึ้นครอบครัวจึงไม่เป็นสุข

              2.การบริหารครอบครัวแบบตามหลักธรรม คือเอาธรรมเป็นหลัก ได้แก่การใช้คุณธรรมควบคุมอารมณ์ไว้ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เหมือนรถที่มีคนขับดี จะวิ่งจะจอดหรือจะหลีกจะหลบจะเลี้ยวย่อมทำได้ดั่งใจหมาย ปลอดภัยทุกประการ  การใช้ชีวิตคู่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องอาศัยความเข้าใจในการอยู่ร่วมกัน ดุจดังกินอาหารใครๆก็กินเป็นแต่จะให้ดี ต้องรู้จักกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายครบทั้งห้าหมู่คือ  โปรตีนทำให้ร่างกายเจริญเติบโตซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ  คาร์โบไฮเดตรให้พลังงานแก่ร่างกายเลือดไม่เป็นพิษ  วิตามินเสริมสร้างการทำงานของร่างกายบำรุงสมอง แร่ธาตุช่วยสร้างกระดูกและเม็ดโลหิต  ไขมันให้พลังงานความร้อน     

                    การรู้จักครองเรือนเป็นความดีเบื้องต้น เมื่อครองเรือนดีแล้วก็สามารถเข้าไปครองอย่างอื่นได้หมดไม่ว่าจะเป็น ครองทรัพย์สมบัติ ครองน้ำใจคน ครองรัก  เรือนแบ่งออกเป็นสามเรือนคือ

                1. เรือนที่อยู่อาศัย คนเราต้องมีที่อยู่และเรือนที่อยู่นั้นต้องรักษาให้สะอาดอยู่เสมอ ถ้าปล่อยให้สกปรกย่อมเป็นพาหะให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย ต้องรู้จักปิดประตูก่อนออกจากบ้าน ปรุงอาหารเสร็จต้องรู้จักดับไฟ บูชาพระเสร็จก็ต้องดับไฟ อยู่เรือนเดียวกันต้องเอาอกเอาใจกัน อย่าทิ้งหน้าที่สามีภรรยาที่ดี

                2. เรือนกายคือการดูแลตัวเราทุกคนให้ดีให้พอดี บางคนคร่ำเคร่งตรากตรำเรียนมากเกินไปเรียนจบกลับมานั่งรักษาโรค ทำงานเกินพอดีจนร่างกายทรุดโทรมได้เงินมาแทนที่จะได้ใช้บำรุงความสุขกลับต้องนำมาซื้อยารักษา บางคนหนักไปทางตระหนี่มีเงินแต่ทำตัวอดอยากทนอดทนอยากนั่งเฝ้าเงิน ใช้รถยังเติมน้ำมันตามระยะทาง การครองตนก็ต้องมีความพอดีรายรับพอดี รายจ่ายพอดี รายเหลือก็ให้พอดี ถ้าผิดไปจากนี้ก็เข้าข่ายขาดดี เกินดีตั้งตัวยาก

                 3. เรือนใจ คือ คนเรานี้มีใจเป็นผู้บัญชาการใหญ่ คำพูดก็ขึ้นอยู่กับใจ ความสุขความทุกข์ก็มาจากใจ นรกสวรรค์ก็เริ่มจากใจ จิตใจเป็นตัวนำกาย การรักษาเรื่องที่เกิดขึ้นกับใจที่เรียกว่า การรักษาอารมณ์  อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจเรามีสองประเภทคือ ?อารมณ์ชอบ กับอารมณ์ชัง? หรือเรื่องที่ชอบ กับเรื่องที่ชัง ใจเราวนเวียนหมุนวนอยู่ในสองเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ การบริหารเรือนใจจึงสำคัญยิ่ง นักปราชญ์แนะให้เราใช้หลักธรรมในการรักษาเรือนใจไว้ดังนี้คือ

                 3.1 มีความซื่อสัตย์ต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ความจริงใจอุปมาเหมือนที่ดิน ถ้ามีที่ดินเราก็ปลูกบ้านได้ มีมากก็ทำนาทำสวนทำไร่ได้

                  3.2 มีความอดทน ความอดทนเป็นเหมือนเสาเรือน ?อดต่อสิ่งที่ชอบ ทนต่อสิ่งที่ชัง?  ใจคนเรานั้นถ้าสิ่งที่ใจชอบไม่มีโทษก็ไม่เป็นไร ถ้าสิ่งที่ใจชอบเป็นสิ่งมีโทษแล้วอดไม่ได้ก็เหมือนกินของแสลงโรคอาจถึงตาย   ความอยากของใจที่อยู่ในเกณฑ์แสลงคือ อยากเล่นการพนัน อยากเสพสุรา อยากสุรุ่ยสุร่าย อยากจะตามใจทุกอย่าง อยากจะกิน-กิน อยากซื้อ-ซื้อ  แต่เนื่องจากคนเราฐานะมีไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้าเรายากจนก็ต้องกำจัดความอยากให้เหลือน้อยลงเท่าที่จำเป็นก็จะไม่เดือดร้อนอะไร แต่นิสัยคนส่วนมากมีนินัย ?ตัวเท่าเสา เงาเท่าพ้อม? (พ้อมหรือกระพ้อมคือภาชนะสานขนาดใหญ่สำหรับบรรจุข้าวเปลือกเป็นต้น) คือชอบใช้จ่ายเกินตัว เป็นเหตุให้ต้องกู้ยืมหนี้ บางเจ้าถึงกับหนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด การครองเรือนแบบนี้จะหาความสุขได้ยาก นี้คือผลร้ายของความไม่อดทนต่อสิ่งที่ชอบ  ปล่อยใจให้อยากเกินขอบเขต

                 3.3 มีเบญจศีล คือมีเมตตา มีอาชีพสุจริต ไม่นอกใจคู่ชีวิต ไม่โกหก ไม่เสพสิ่งเสพติดและไม่ประมาท เบญจศีลอุปมาเหมือนอุปกรณ์สร้างเรือนอื่นๆเช่นคาน ขื่อ ฝา  ประตู หน้าต่าง หลังคาของบ้าน ทำให้บ้านนั้นน่าอยู่น่าอาศัย

                 3.4 มีความรับผิดชอบ ทำงานที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดจารีตประเพณีของสังคม อุปมาเหมือนสิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน เครื่องอำนวยความสะดวกในบ้าน เครื่องประดับบ้านทำให้บ้านสวยงาม ปลอดภัย ยามฝนตกไม่รั่ว ยามร้อนไม่ร้อนมาก ยามหนาวไม่หนาวมาก มีอากาศถ่ายเทพอเหมาะ

                  3.5 มีธรรมาภิบาลในการอยู่ร่วมกันคือมีความรับผิดชอบ มีความโปร่งใส มีคุณธรรมคือเบญจธรรม ใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่าไม่ใช้ทิ้งไม่ใช้ขว้าง อุปมาเหมือนมีเสบียงอาหารให้ครอบครัว

                      การครองเรือนที่ดีนั้น   เรือนนอนต้องสะอาดสวยงามน่าชม กว้างขวางน่าอยู่มีห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว  ห้องน้ำ ที่จอดรถ  เรือนกายต้องสดชื่นแข็งแรงอนามัยดี มีชีวิตชีวา ไม่อดโซเหมือนร่างผี ไม่อ้วนพีเกินไป   เรือนใจต้องเยือกเย็นด้วยเมตตาปราณี รู้จักผิดชอบชั่วดี มีความซื่อสัตย์ มีความอดทน มีเบญจศีล มีงานมั่นคงปราศจากโทษ มีหลักธรรมาภิบาลในการอยู่ร่วมกัน เพราะว่าสมบัติทุกชนิดเริ่มต้นจากการครองเรือนที่ดีทั้งสิ้น ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดเบื้องต้นเราต้องพยายามปรับปรุงเรือนของเราให้ดี แล้วทุกอย่างจะดีตามมา เริ่มต้นดีสำเร็จแล้วครึ่งหนึ่ง ก้าวแรกคือส่วนหนึ่งของก้าวที่สอง ฯ

ที่มา  วัดปากคาด.คอม

24
เขาพระตำหนัก...พัทยา

เขาพัทยา หรือเขาทัพยา หรือเขาทัพพระยา มีจุดชมวิวซึ่งสามารถมองเห็นเมืองพัทยาได้ทั้งหมด อยู่ในเขตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ สทร. 5 พัทยา เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงดึก มีนักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปชมวิวกันเป็นจำนวนมาก โดยจุดสำคัญของเขาพัทยามี 2 แห่งด้วยกัน คือ ยอดเขาพัทยา มีลานชมวิวกว้างและม้านั่งโดยรอบ พร้อมกล้องส่องทางไกลแบบหยอดเหรียญ จากจุดนี้สามารถเห็นเมืองพัทยาได้อย่างกว้างไกล  ทั้งตึกสูง บ้านเรือนหนาแน่น เรือท่องเที่ยวที่จอดลอยลำอยู่ในอ่าวพัทยา รวมทั้งเห็นเกาะล้าน บรรยากาศชวนเพลิดเพลิน ลมเย็นสบาย ในช่วงค่ำจะเห็นแสงไฟของเมืองพัทยาสว่างไสว และอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับลานชมวิว เป็นประติมากรรมรูปหล่อเหมือนจริง สีดำสนิท ในเครื่องแบบทหารเรือเต็มยศพลเรือเอก มีผู้คนมากราบไหว้ตลอดทั้งวัน

ที่ตั้ง : ยอดเขาพัทยา พัทยาใต้ ห่างจากย่านเมืองพัทยา 2 กิโลเมตร




25









วิหารเซียน

          วิหารเซียน (อเนกกุศลศาลา) เป็นแหล่งรวมงานศิลปะไทย-จีนชั้นสูงที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย อาคารใหญ่มีรูปทรงเป็นวิหารแบบจีนสูงสามชั้น มีกลุ่มศาลาเก๋งเป็นบริวารโดยรอบ การจัดวางตำแหน่งของสิ่งปลูกสร้างมีทิศทางถูกต้องตามหลักวิชาภูมิลักษณ์หรือฮวงจุ้ย ส่วนการประดับตกแต่งภายในอาคารเป็นไปตามคตินิยมและความเชื่อทางเทววิทยาของชาวจีน จึงเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างสูง

          วิหารเซียน มีชื่อภาษาจีนว่า "ต้า ผู่ อี่" เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2531 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยอาจารย์สง่า กุลกอบเกียรติ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ก่อสร้างวิหารเซียนขึ้นในบริเวณโครงการพัฒนา พื้นที่วัดญาณสังวราราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ใช้พื้นที่ประมาณ 7 ไร่ การดำเนินงานในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานฤกษ์ในการก่อสร้าง และพระราชทานนามอาคารว่า "อเนกกุศลศาลา" การก่อสร้างใช้เวลา 4 ปี 6 เดือน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2536 มีสถานที่สำคัญ เช่น หอเซียนหรือหอกลางเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อปิดทองของลื้อท่งปิง พิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปะจีนและวัตถุโบราณล้ำค่า รวมถึงรูปสลักหินแกรนิตขนาดใหญ่จากจีนหลายสิบชิ้น เป็นต้น

          ที่ตั้ง : อยู่ใกล้วัดญาณสังวราราม ริมอ่างเก็บน้ำบ้านอำเภอ ห่างจากวัดญาณฯ ประมาณ 2 กิโลเมตร

26






สวนนงนุช

          สวนนงนุช (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ภายในมีสวนไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิด เช่น สวนกล้วยไม้ เฟิน สับปะรดสี สวนไม้พุ่มไม้ดัด สวนปาล์มจากทั่วทุกมุมโลก สวนตะบองเพชรและไม้อวบน้ำ สวนบอนไซ สวนเฟื่องฟ้า สวนโมก สวนน้ำพุ สวนหิน สวนฝรั่ง สวนผีเสื้อ สวนรถไฟจำลอง สโตนเฮนจ์ ฯลฯ พร้อมที่พักเป็นเรือนไม้สักทรงไทย มีห้องประชุมสัมมนา สวนสัตว์ และศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ประกอบด้วยการฟ้อนรำพื้นเมือง ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว กีฬาพื้นบ้าน และการแสดงของช้าง

          เดิมพื้นที่สวนนงนุชเคยเป็นสวนผลไม้มาก่อน กระทั่งปี พ.ศ. 2497 คุณพิสิทธิ์และคุณนงนุช ตันสัจจา ได้ซื้อที่ดินบริเวณนี้ไว้ แล้วจัดเป็นสวนให้ประชาชนเข้าชม โดยเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2523 ปัจจุบันนี้สวนนงนุชกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับแนวหน้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเข้าเยี่ยมชมประมาณวันละ 2,000 คน

          ที่ตั้ง : เลขที่ 34/1 หมู่ 7นาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ

27
"หาดสอ"

เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจทางทะเล ที่สงบและสวยงาม มีปะการังหลากหลายชนิด น้ำทะเลใสสะอาด นอกจากนี้ยังมีชายหาดทรายขาวเป็นแนวยาว กรมสรรพาวุธทหารเรือ ได้ประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเล และดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ต่าง ๆ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปเยี่ยมชม และพักผ่อนได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. จนถึงเวลาพระอาทิตย์ตก เว้นแต่ข้าราชการกรมสรรพาวุธทหารเรือจะสามารถพักค้างแรมคืนได้
















28








เขาชีจรรย์

          เขาชีจรรย์ เป็นเขาหินปูน เดิมมีการระเบิดหินนำไปใช้ในการก่อสร้าง ต่อมาสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเสียดายลักษณะภูมิทัศน์อันสง่างามของเขาลูกนี้ จึงมีพระดำริที่จะอนุรักษ์ไว้ และได้ดำเนินการสร้างพระพุทธรูปแกะสลักในลักษณะของพระพุทธฉายที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ใน พ.ศ.2539 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามพระพุทธรูปนี้ว่า "พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา" แปลว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาที่รุ่งเรืองสว่างประเสริฐดุงดังมหาวชิระ

          พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เลียนแบบพระพุทธนวราชบพิตร ศิลปะสุโขทัยผสมล้านนา มีความสูง 109 เมตร หน้าตักกว้าง 70 เมตร ฐานบัวหรือบัลลังก์สูง 21 เมตร รวมความสูงขององค์พระและบัลลังก์ทั้งสิ้น 130 เมตร โดยเป็นการระเบิดเจาะเนื้อหินให้เป็นลายเส้น แล้วใช้โมเสกทองประดับเข้าไปตามรอยเส้น เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาต้องหน้าผา จึงเกิดประกายสีทองราวกับองค์พระกำลังเปล่งประกาย ด้านหน้าองค์พระมีลานอเนกประสงค์ สวนร่มรื่น สระบัว และสวนหิน ในเนื้อที่ 15 ไร่

          ที่ตั้ง : บ้านเขาชีจรรย์ อำเภอสัตหีบ ห่างจากวัดญาณสังวราราม ไปประมาณ 5 กิโลเมตร

29










วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร

          วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อถวายสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราช และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภก บริเวณทางเข้าวัดมีศาลานานาชาติ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติของประเทศต่าง ๆ ตั้งอยู่เรียงรายริมสระน้ำ ภายในบริเวณวัดมีมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง พระเจดีย์ใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสุมพุทธเจ้า และพระธาตุของพระอรหันต์สาวก วิหารพระญาณเรศร์ วิหารพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธไพรีพินาศ ฯลฯ และด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขาสูง จึงสามารถมองออกไปเห็นทัศนียภาพของเขตวัดจรดเมืองพัทยาได้กว้างไกลสุดสายตา

          ที่ตั้ง : อยู่ริมอ่างเก็บน้ำบ้านอำเภอ อำเภอสัตหีบ ห่างจากหาดจอมเทียนประมาณ 15 กิโลเมตร

30








แหล่งท่องเทีียวเมืองชลบุรี ปราสาทสัจธรรม

 ปราสาทสัจธรรม (Sanctuary of Truth) ตั้งอยู่ ณ บริเวณอ่าววงพระจันทร์ แหลมราชเวช ตำบลนาเกลือ ในเนื้อที่  80 ไร่ งดงามด้วย "สถาปัตยกรรมไม้ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก" ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า "วังโบราณ" บ้างก็เรียกตามวัสดุของตัวอาคารว่า "ปราสาทไม้" แต่เจ้าของความคิดและผู้ดำเนินการก่อสร้าง คือ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์  ผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ) เรียกอาคารแห่งนี้ว่า "ปราสาทสัจธรรม" โดยเริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์

          ตัวปราสาทสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ไม่มีโลหะหรือปูนเข้ามาปะปน ยกเว้นส่วนฐานที่เป็นคอนกรีต มีการใช้ระบบเข้าเดือยไม้แบบไทย หรือใส่สลักไม้ตามภูมิปัญญาโบราณ ตัวปราสาทเป็นทรงจัตุรมุข สูง 100 เมตร กว้าง 100 เมตร แกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรพิสดาร ทั้งภายนอกและภายใน กล่าวกันว่างามดั่งเทพนฤมิต สะท้อนแนวคิดนามธรรมออกมาตีแผ่เป็นรูปธรรมให้สัมผัสได้ สื่อถึงความสำคัญของศาสนาและปรัชญาตะวันออก

          ที่ตั้ง : เลขที่ 206/2 หมู่ 5 แหลมราชเวช อ่าววงพระจันทร์ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง ห่างจากพัทยาใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร

31






เกาะสีชัง เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่มีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของชลบุรี เป็นที่จอดเรือสินค้านานาชาติ และเป็นเกาะน่าท่องเที่ยวในบรรยากาศท้องถิ่น ซึ่งสามารถแวะท่องเที่ยวในวันเดียวหรือพักค้างคืนก็ได้ ชุมชนเกาะสีชังอยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะ และเป็นพื้นที่ตั้งท่าเรือเทววงศ์ (ท่าล่าง) รวมทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางด้วยรถสามล้อเครื่องหรือสกายแล็ปไปสู่ จุดท่องเที่ยวต่าง ๆ บนเกาะ

          จุดท่องเที่ยวสำคัญบนเกาะสีชัง ได้แก่ ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ตั้งอยู่บนเขาคยาศิระ ห่างจากท่าเรือเทววงศ์ไปทางด้านเหนือของเกาะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเกาะสีชังให้ความเคารพนับถือ ลักษณะเป็นถ้ำซึ่งดัดแปลงเป็นศาสนสถาน ที่ผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมจีนและไทย ภายในมีศาลเจ้าพ่อเฮ่งเจีย ศาลเจ้าแม่กวนอิม วิหารพระสังกัจจายน์ ฯลฯ จากบริเวณศาลสามารถมองเห็นทิวทัศน์บ้านเรือนด้านหน้าเกาะได้อย่างชัดเจน, หาดเขาถ้ำพัง อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะ เป็นชายหาดกว้าง สะอาด และสวยงาม เม็ดทรายละเอียด น้ำใสสะอาดเหมาะแก่การลงเล่นน้ำ
 
          รอยพระพุทธบาท อยู่บนยอดเขาเหนือศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ จำลองขึ้นจากรอยพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อปี พ.ศ. 500 มีความยาวศอกเศษ ทำจากหินชนวน สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนำมาจากวัดพุทธคยา ประเทศอินเดีย แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนยอดเขา นอกจากนี้ ยังมีพระบรมสารีริกธาตุให้สักการบูชาอีกด้วย จุดชมวิวยอดเขาพระพุทธบาทสามารถชมอาทิตย์อัสดงได้งดงามมาก เพราะจะมองเห็นตัวเกาะสีชังทั้งเกาะ รวมถึงเกาะขามใหญ่ และทัศนียภาพทะเลโดยรอบ

          ช่องเขาขาด และหาดหินกลม ตั้งอยู่ด้านหลังเกาะ ชาวบ้านจึงเรียกกันติดป่าว่า ?หลังเกาะ? หากนั่งเรือผ่านจะเห็นเป็นช่องเขา ในบริเวณนี้มีสะพานสำหรับเดินชมทิวทัศน์ ซึ่งมองเห็นพระอาทิตย์อัสดงได้อย่างงดงาม นอกจากนี้ ยังมีหาดหินกลมที่เต็มไปด้วยก้อนหินขนาดต่าง ๆ มากมาย ในอดีตหาดหินกลมเคยเป็นสถานที่ตั้งพลับพลาที่ประทับชมทิวทัศน์ของรัชกาลที่ 5, ศิลาจารึก ตั้งอยู่ข้างสนามฟุตบอลโรงเรียนเกาะสีชัง เป็นแผ่นหินขนาดใหญ่จารึกเรื่องการสร้างพระราชฐานบนเกาะสีชัง, เก๋งจีน ลักษณะเป็นศาลาโบราณ มีรูปมังกรและนกยูงประดับอยู่ตามยอด เคยเป็นที่ประทับชั่วคราวของรัชกาลที่ 5 ครั้งพระองค์เสด็จประพาส ปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ จนกลับคืนความงามดังเดิม

          พระจุฑาธุชราชฐาน อยู่ห่างจากท่าเรือเทววงศ์ลงมาทางใต้ของเกาะ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่ประทับฤดูร้อน ภายในบริเวณมีภูมิทัศน์สวยงาม ด้านหน้าเป็นชายหาดท่าวัง ถัดขึ้นไปเป็นตึกวัฒนา พระตำหนักทรงปั้นหยา เรือนไม้ลวดลายขนมปังขิง ตึกผ่องศรีหรือศาลาแปดเหลี่ยม ตึกเขียว (เรือนมรกตสุทธิ์) ตึกอภิรมย์ และวัดอัษฎางค์นิมิตบนยอดเขา ซึ่งก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมตะวันตก ส่วนพระราชวังทำด้วยไม้สักได้รื้อไปก่อสร้างเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆที่กรุงเทพฯ

          วัดจุฑาทิศธรรมสภารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2435  เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ในวาระที่ประสูติ ณ เกาะสีชัง วัดนี้ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาคยาศิระ มีโบสถ์ หอระฆัง พระพุทธบาทจำลอง และพระประธานปางมารวิชัยที่งดงาม

ที่ตั้ง : อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลอำเภอศรีราชาประมาณ 12 กิโลเมตร

32










  เกาะล้าน เป็นเกาะที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมานานหลายสิบปีแล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้กับพัทยา จึงเดินทางถึงกันได้โดยสะดวก ตัวเกาะล้านมีความยาว 5 กิโลเมตร กว้าง 2 กิโลเมตร มีชายหาดที่สวยงามหลายแห่ง ส่วนใหญ่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำ ดูปะการัง เล่นกีฬาทางน้ำ เช่น เจ็ตสกี บานาน่าโบ๊ท โดยเฉพาะที่หาดตาแหวน หาดทองหลาง หาดนวล และหาดเทียน ส่วนหาดแสมบรรยากาศเงียบสงบกว่าหาดอื่น บริเวณเกาะล้านและเกาะเล็ก ๆ โดยรอบ อย่างเกาะครก-เกาะสาก เป็นแหล่งดำน้ำดูปะการัง ทั้งแบบน้ำตื้นและน้ำลึก รวมทั้งยังเป็นสถานที่ฝึกเรียนดำน้ำ และแหล่งตกปลาที่สำคัญ

          จุดท่องเที่ยวสำคัญบนเกาะล้าน ได้แก่ ท่าหน้าบ้าน เป็นท่าเรือของชุมชนเกาะล้าน ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยเรือเมล์จะไปถึง เมื่อมองย้อนกลับไปยังฝั่งจะเห็นเมืองพัทยาและหาดจอมเทียน ที่มีตึกสูงเรียงรายตลอดแนวชายฝั่ง นับเป็นจุดชมเมืองพัทยาที่สวยงามแปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง, หาดแสม เป็นหาดทรายขาวเนียนละเอียดทอดยาวประมาณ 800 เมตร เป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังที่ดี ในอดีตเคยมีการพบแร่ทองคำและเป็นที่มาของชื่อแหลมทอง ทางหัวหาดด้านเหนือมีศาลเจ้าแม่แหลมทองที่ชาวเกาะล้านเคารพสักการะ
 
          หาดเทียน อยู่ด้านเหนือของแหลมทอง ชายหาดหันหน้าตรงหัวเกาะไผ่ ตัวหาดทรายขาวยาว 500 เมตร ริมหาดมีต้นไม้ร่มรื่น และเป็นแหล่งดำน้ำตื้นที่สวยงาม, หาดตาแหวน เป็นหาดที่มีความสวยงาม ทรายขาวเนียนละเอียดทอดยาว 800 เมตร น้ำใส คึกคักด้วยนักท่องเที่ยวและเครื่องเล่นทางน้ำ เป็นจุดหลักของกรุ๊ปทัวร์ที่มาลงเล่นน้ำและกินอาหาร ไม่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักสงบ ถ้าสนใจควรหาโอกาสไปเที่ยวหลัง 16.00 น. เมื่อกรุ๊ปทัวร์เดินทางกลับหมดแล้ว

          หาดทองหลาง อยู่ต่อเนื่องกับหาดตาแหวนทางด้านทิศเหนือ โดยมีแหลมหินคั่นอยู่ แต่ทางรถยนต์ต้องเข้าคนละเส้นทางกัน บรรยากาศของหาดนี้มักคึกคักไปด้วยกรุ๊ปทัวร์คล้ายหาดตาแหวน แต่เบาบางกว่า ชายหาดมีความยาวประมาณ 500 เมตร, หาดสังวาล เป็นชายหาดเล็ก ๆ ยาวเพียง 150 เมตร มีหาดทรายขาวละเอียดและน้ำใส เหนือชายหาดร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ นับเป็นชายหาดที่เหมาะสำหรับคนรักสงบอย่างแท้จริง, หาดนวล อยู่ในส่วนใต้สุดของเกาะล้าน ตัวหาดยาวประมาณ 350 เมตร ทรายไม่ขาวสวยเหมือนหาดอื่น แต่เป็นจุดดำน้ำตื้นที่ดี และเป็นบริเวณที่พบแร่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเกาะล้านเชื่อว่าเป็นเหล็กไหลชนิดหนึ่ง นิยมนำมาทำเครื่องรางพกติดตัว เพื่อให้แคล้วคลาดจากอันตรายต่าง ๆ

          เกาะสาก-เกาะครก เกาะสากเป็นเกาะเล็ก ๆ รูปเกือกม้าอยู่ทางเหนือของเกาะล้าน ห่างกันเพียง 600 เมตร มีหาดทรายขาวสวยยาวประมาณ 250 เมตร อยู่ด้านเหนือของเกาะ สงบเงียบเป็นส่วนตัวมาก ต้องเหมาเรือจากเกาะล้านไป หรือเหมาจากพัทยาราคาเท่ากับไปเกาะล้าน มีบ้านพักเปิดบริการ แต่ต้องโทรจองล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังควรเตรียมอาหารสดและเครื่องปรุงไปด้วย ส่วนเครื่องครัวที่บ้านพักมีให้

          สำหรับที่เกาะครกนั้นมีหาดทรายเล็ก ๆ ไม่เหมาะสำหรับลงเล่นน้ำ แต่นักท่องเที่ยวนิยมดำน้ำดูปะการัง ซึ่งอาจไม่คุ้มกับค่าเหมาเรือไป

          ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งออกไปราว 7.5 กิโลเมตร

          การเดินทาง : นั่งเรือโดยสารประมาณ 45 นาที แต่ถ้าเป็นเรือเร็วใช้เวลาเพียง 15 นาที มีเรือโดยสารออกจากท่าพัทยาใต้ไปเกาะล้านทุกวัน

33










แหล่งท่องเทีียวเมืองชลบุรี สวนเสือศรีราชา

สวนเสือศรีราชา (Sriracha Tiger Zoo) เป็นสถานที่จัดแสดงเสือโคร่งพันธุ์เบงกอลกว่า 200 ตัว รวมทั้งยังมีจระเข้อีกกว่า 100,000 ตัว และสัตว์อื่น ๆ อีกนานาชนิด นักท่องเที่ยวจะได้ชมการอยู่ร่วมกันของเสือกับหมูและสุนัข มีการแสดงจับจระเข้ การแสดงหมูวิ่งแข่ง ราชินีแมงป่อง ฯลฯ สวนเสือศรีราชาจัดตั้งขึ้นบนพื้นที่กว่า 250 ไร่ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2540 โดยดำเนินงานอย่างมีมาตรฐานเพื่อพัฒนาพันธุ์สัตว์ อีกทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และนันทนาการ พร้อมให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

          โดยความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี่ คือ โชว์ละครสัตว์ "Amazing Circus" เป็นการแสดงความสามารถของสัตว์ ประกอบด้วยการแสดงของเสือโคร่ง หมี ลิงชิมแพนซี โจ๊กเกอร์โชว์ ชมความสามารถของเสือโคร่งพันธุ์เบงกอลที่สามารถลอดบ่วงไฟ เดินบนสะพานเชือก ทำตามคำสั่งของครูฝึก และอีกหลายความสามารถ โดยโรงละครสัตว์นี้สามารถบรรจุผู้ชมได้มากถึง 1,500 คน

ที่ตั้ง : เลขที่ 341 หมู่ 3 กิโลเมตร 20 ทางหลวงสาย 7 (ชลบุรี-พัทยาสายใหม่) ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา

34









แหล่งท่องเทีียวเมืองชลบุรี ชายหาดพัทยา

พัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ จุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเริ่มจากทหารอเมริกันได้แวะขึ้นฝั่ง แล้วเช่าบ้านพักตากอากาศที่พัทยาเป็นประจำทุกสัปดาห์ ต่อมาพัทยาจึงได้พัฒนาขึ้นจากหมู่บ้านชายทะเลอันเงียบสงบ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศระดับนานาชาติดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

          หาดพัทยา เป็นหาดทรายที่มีความยาวต่อเนื่องประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ โดยแบ่งเป็นพัทยาเหนือ พัทยากลาง และพัทยาใต้ โดยที่หาดพัทยาใต้นั้นถือเป็นศูนย์รวมความเจริญและแสงสี ยามค่ำคืนมีการปิดถนนเป็น Walking Street ให้นักท่องเที่ยวเดินช้อปปิ้งได้โดยสะดวก ส่วนบริเวณชายหาดก็ร่มรื่น แถว ๆ หาดพัทยาเหนือเป็นบริเวณที่สงบกว่าส่วนอื่น นักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวนิยมไปเล่นน้ำพักผ่อน หรือเล่นกีฬาทางน้ำต่าง ๆ ส่วนชายหาดพัทยากลางไปถึงพัทยาใต้จะคึกคักคับคั่งกว่า เพราะเป็นย่านธุรกิจ ร้านค้า โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านขายของที่ระลึก และแหล่งบันเทิงครบวงจร

ที่ตั้ง : อยู่ห่างจากอำเภอเมืองชลบุรีประมาณ 50 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯ 140 กิโลเมตร ช่วงระหว่างอำเภอบางละมุงและอำเภอสัตหีบ

35











แหล่งท่องเทีียวเมืองชลบุรี สวนสัตว์เปิดเขาเขียว


สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นป่าแห่งเดียวของชลบุรี ดำเนินงานโดยองค์การสวนสัตว์ นักท่องเที่ยวจะได้ชมสัตว์มากถึง 300 ชนิด ทั้งสัตว์ของไทยและจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นช้าง กระทิง วัวแดง ฮิปโปโปเตมัส ชะนี ค่าง  ลิงลม (นางอาย) ม้าลาย ยีราฟ นกกระจอกเทศ ไฮยีน่า เสือ สิงโต กวางดาว ละมั่ง แพะภูเขา เลียงผา หมี นกยูง นกกระเรียน นกเงือก ฯลฯ ซึ่งสัตว์ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กว้างขวาง มีการจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นธรรมชาติเหมาะแก่อุปนิสัยของสัตว์นั้น ๆ และสามารถให้นักท่องเที่ยวเดินชมได้อย่างใกล้ชิด แต่ก็ยังมีบางส่วนอยู่ในกรงเพื่อกันการหลบหนี และเพื่อความปลอดภัยของตัวนักท่องเที่ยวเอง

          สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2517 โดยฟื้นฟูสภาพป่าเขาเขียวที่เสื่อมโทรมขึ้นมาใหม่ จากนั้นได้นำสัตว์บางส่วนจากสวนสัตว์ดุสิตมาปล่อยเลี้ยงไว้ตามสภาพธรรมชาติ แล้วเริ่มเปิดให้คนเข้าชมเมื่อปี พ.ศ. 2521 ปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ นับเป็นสวนสัตว์เปิดที่มีเนื้อที่มากที่สุดในโลก แบ่งออกเป็นส่วนวิจัยและศึกษาพันธุ์สัตว์ป่าหายาก สวนสัตว์เปิด และส่วนบริการ จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี่คือ "สวนนก" ซึ่งสร้างขึ้นด้วยโครงเหล็กขนาดใหญ่คลุมด้วยตาข่าย กินพื้นที่ถึง 5 ไร่ ภายในมีเส้นทางเดินขึ้นไปเนินเขา แล้ววนกลับลงมา ที่นี่มีนกหลายชนิดส่งเสียงร้องและบินไปมาอยู่ทั่วสวน อาทิ นกฟลามิงโก้ นกเขียวคราม นกกางเขนดง นกแต้วแล้ว นกขมิ้น ไก่ฟ้า เป็ดก่า และอื่น ๆ นอกจากนี้ ทุกวันยังมีการจัดกิจกรรมชมสัตว์ในเวลากลางคืน (Night Safari) แก่บุคคลทั่วไปอีกด้วย

ที่ตั้ง : บริเวณเชิงเขาเขียว ห่างจากตัวเมืองศรีราชาเข้าไป 25 กิโลเมตร

36








แหล่งท่องเทีียวเมืองชลบุรี เขาสามมุข

เขาสามมุข เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงควบคู่กับหาดบางแสน เป็นทั้งที่ตั้งของศาลเจ้าแม่สามมุขอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นจุดชมวิวบนยอดเขาสูงที่มีฝูงลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก และชอบออกมาอวดโฉมเพื่อขออาหารกันอยู่ตลอดวัน ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปเล่นน้ำที่หาดบางแสน ก่อนกลับบ้านมักจะแวะเที่ยวที่นี่เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นบริเวณที่มีร้านอาหารทะเลอร่อย ๆ อยู่หลายร้าน

          ศาลเจ้าแม่สามมุข เป็นศาลเจ้าจีนที่ตั้งอยู่ภายใต้หลืบผาหิน บริเวณเชิงเขาสามมุขด้านทิศเหนือหันหน้าออกสู่ทะเล โดยย้ายมาจากบริเวณด้านตะวันตกของเขาสามมุข ศาลแห่งนี้มักมีผู้คนแวะมากราบไหว้ขอพรและบนบานกันอยู่เสมอ โดยผู้ที่ได้รับผลสำเร็จตามคำขอจะแก้บนด้วยการจุดประทัดและซื้อสร้อยมุขมาถวายแด่รูปปั้นเจ้าแม่ นับเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชาวจีน ฮ่องกง และไต้หวัน นิยมปฏิบัติกันมาก ชั้นบนของศาลเจ้าแม่ฯ เป็นวิหารพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ให้สักการะ บริเวณหน้าวิหารมีระเบียงชมวิวทะเลด้วย

ที่ตั้ง : อยู่บริเวณแหลมสามมุข จากอ่างศิลาไปตามทางหลวงหมายเลข 3134 อีกราว 3 กิโลเมตร พบป้ายบอกทางไปเขาสามมุข เลี้ยวขวาไปตามป้ายอีก 1 กิโลเมตร จนถึงศาลเจ้าแม่สามมุข หรือถ้ามาจากหาดบางแสน ใช้ถนนเส้นเลียบหาดมุ่งตรงสู่แหลมแท่น จะมีป้ายบอกทางไปตลอด ห่างจากหาดบางแสนราว ๆ 2 กิโลเมตร

37






แหล่งท่องเทีียวเมืองชลบุรี หาดบางแสน

หาดบางแสน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยมาช้านาน มีถนนตัดเลียบหาดเคียงคู่ไปกับทิวมะพร้าว ถัดเข้าไปมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และที่พักเรียงรายอยู่จำนวนมาก นักท่องเที่ยวนิยมไปนั่งพักผ่อนชมทิวทัศน์ทะเลกันบนเก้าอี้ผ้าใบบนชายหาด พร้อมมีบริการห่วงยางให้เช่าว่ายน้ำ มีเรือบานาน่าโบ๊ท จักรยานให้เช่า และห้องอาบน้ำจืด ทุกวันหยุดหาดบางแสนจะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นชายหาดขนาดใหญ่ที่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด จึงสามารถเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับได้

          บางแสน เริ่มเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2486 จนถูกขนานนามว่า "บางแสนดินแดนสุขี" มีผู้เดินทางมาเยือนเป็นจำนวนมาก จนครั้งหนึ่งบางแสนเคยทรุดโทรม ผิดกับปัจจุบันที่ได้รับการดูแลจัดระเบียบอย่างดี จึงกลายเป็นชายหาดที่สะอาด น่าเที่ยวในทุกฤดูกาล โดยหาดบางแสนนี้มีความยาวต่อเนื่องกันถึง 4.5 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ หาดบางแสน เป็นช่วงกลางของหาดและเป็นจุดที่นิยมลงเล่นน้ำกัน ถัดมาคือ แหลมแท่น เป็นช่วงเหนือสุดของหาด มีโขดหินสวยงาม ลงเล่นน้ำไม่ได้ และส่วนสุดท้ายคือ หาดวอนนภา เป็นชายหาดตอนใต้สุด บรรยากาศเงียบสงบ มีหมู่บ้านประมงพื้นถิ่นเล็ก ๆ กระจายอยู่ห่าง ๆ กัน

ที่ตั้ง : อยู่ห่างจากตัวเมืองชลบุรี 14 กิโลเมตร ที่ตำบลแสนสุข แยกขวาจากถนนสุขุมวิท ตรงหลักกิโลเมตร 104 เข้าไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร

เปิดให้เที่ยวได้ตลอดเวลา ไม่มีจำกัด

38








แหล่งท่องเที่ยวเมืองชลบุรี วัดใหญ่อินทาราม

  วัดใหญ่อินทาราม เดิมชื่อ "วัดหลวง" เป็นวัดสำคัญเก่าแก่คู่เมืองชลบุรี สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างชั้นครูที่งดงามมาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงตรัสชมว่า "ฝีมืองามมาก อย่าให้ซ่อมแซมเป็นอันขาด" โดยเฉพะภาพจิตรกรรมฝาผนังเหนือขอบหน้าต่างเป็นภาพเทพชุมนุม ส่วนที่ผนังสองด้านเขียนเรื่องทศชาติชาดก พระเวสสันดรชาดก และยังมีพลับพลาตรีมุข สร้างด้วยไม้ประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อสำริดทรงเครื่องกษัตริย์ เรียกกันว่า "หลวงพ่อเฉย" ถ้าเป็นไปได้ ควรไปเที่ยวชมวัดนี้ในวันพระ เพราะถ้าเป็นวันธรรมดา ต้องติดต่อขอกุญแจโบสถ์จากเจ้าอาวาส นอกจากนี้ ยังมีพระนักวิชาการพานำชมและอธิบายให้ความรู้ด้วย

ที่ตั้ง : อยู่กลางเมืองชลบุรี จากถนนสุขุมวิท เลี้ยวเข้าตัวเมืองชลฯ ที่สี่แยกเฉลิมไทย เข้าสู่ถนนโพธิ์ทอง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจตน์จำนงค์ วัดอยู่ทางด้านซ้ายมือ ก่อนถึงสี่แยกตัดกับถนนอัครนิวาส (สี่แยกท่าเกวียน) หน้าวัดมีลานจอดรถกว้างขวาง

ระยะเวลาการเข้า ชม ควรเป็น 08.00-17.00 น.  ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

หน้า: [1]